อาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทย: รู้กฎหมาย รู้โทษ ป้องกันตัวเองได้
อาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทย: รู้กฎหมาย รู้โทษ ป้องกันตัวเองได้
อาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทยคือการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และข้อมูลดิจิทัล โดยถูกควบคุมด้วยกฎหมาย 4 ฉบับหลัก ได้แก่ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560), พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566, พ.ร.ก. ฉบับ 2 พ.ศ. 2568 และ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 โทษแตกต่างกันตามมาตรา ตั้งแต่ปรับอย่างเดียวไปจนถึงจำคุกสูงสุด 20 ปีในกรณีร้ายแรงที่สุดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

กฎหมายที่ควบคุมอาชญากรรมไซเบอร์ในไทยมีอะไรบ้าง
ระบบกฎหมายไทยมีกฎหมายหลัก 4 ฉบับที่จัดการกับอาชญากรรมไซเบอร์โดยตรง แต่ละฉบับมีจุดเน้นและขอบเขตที่แตกต่างกัน
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560) เป็นกฎหมายรากฐานที่ครอบคลุมความผิดทั่วไปเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ การเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ การทำลายข้อมูล และการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ โทษกำหนดแยกตามมาตรา เช่น การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 5) จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท การรบกวนหรือทำลายข้อมูลหรือระบบ (มาตรา 9–10) และการนำเข้าข้อมูลเท็จหรือปลอม (มาตรา 14) จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หากกระทำต่อระบบที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือโครงสร้างพื้นฐาน โทษจะสูงขึ้นตามมาตรา 12
พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เริ่มบังคับใช้เมื่อ 17 มีนาคม 2566 กฎหมายฉบับนี้เน้นการจัดการกับบัญชีม้า โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับ 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้เปิดบัญชีม้า ส่วนผู้จัดหาหรือโฆษณาบัญชีม้ามีโทษหนักขึ้นคือจำคุก 2–5 ปี ปรับ 200,000–500,000 บาท
กฎหมายฉบับนี้ยังเปิดช่องให้ผู้เสียหายที่ถูกแอปดูดเงินหรือธุรกรรมออนไลน์ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งธนาคารผ่าน Call Center ได้ทันที เพื่อระงับการโอนเงินและลดความเสียหาย
พระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับ 2) พ.ศ. 2568 เริ่มบังคับใช้เมื่อ 13 เมษายน 2568 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่สำคัญ โดยเพิ่มบทลงโทษให้ผู้แทนนิติบุคคลหรือบุคคลที่ละเมิดกฎการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
สำหรับการซื้อขายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไม่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท โทษสำหรับผู้แทนนิติบุคคลจะสูงกว่าบุคคลธรรมดา 5 เท่า
พระราชบัญญัติความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มุ่งเน้นการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ กำหนดให้หน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
เมื่อต้องการทำความเข้าใจ อาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทย อย่างถ่องแท้ ควรศึกษากฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ร่วมกัน
⚠️ ทุกวันมีความสำคัญ — ดำเนินการตอนนี้
รับการประเมินคดีฟรี
ทีมของเราเชี่ยวชาญด้านคดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ ประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนการดำเนินการ
ประเภทอาชญากรรมไซเบอร์ที่พบบ่อยในไทยมีอะไรบ้าง
อาชญากรรมไซเบอร์ในไทยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักตามการวิเคราะห์ของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
- การโจมตีทางไซเบอร์โดยตรง: รวมถึง ransomware ที่ล็อกไฟล์ข้อมูลและเรียกค่าไถ่ การแฮกระบบคอมพิวเตอร์ การโจมตีแบบ DDoS และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล
- การฉ้อโกงออนไลน์: ครอบคลุมการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย การปลอมแปลงเว็บไซต์ธนาคาร (phishing) การขายสินค้าปลอม และการใช้บัญชีม้าในการฟอกเงิน
- การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กออนไลน์: รวมถึงการขายสื่อลามกที่มีเด็กเป็นเหยื่อ การชักจูงเด็กผ่านแอปพลิเคชัน และการข่มขู่ทางเพศ (sextortion)
แอปดูดเงินเป็นรูปแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2566 ผู้ต้องสงสัยจะหลอกให้เหยื่อติดตั้งแอปพลิเคชันที่ขออนุญาตเข้าถึงระบบมากเกินไป จากนั้นดูดเงินจากบัญชีธนาคารโดยอัตโนมัติ
บทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดอาชญากรรมไซเบอร์เป็นอย่างไร
โทษและบทลงโทษมีความรุนแรงแตกต่างกันตามลักษณะและความร้ายแรงของความผิด
ความผิดทั่วไปตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มีโทษแยกตามมาตรา: มาตรา 5 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท มาตรา 7 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท มาตรา 9–10 และมาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนการกระทำต่อระบบที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือโครงสร้างพื้นฐานตามมาตรา 12 มีโทษสูงสุดจำคุก 20 ปีและปรับ 400,000 บาทหากเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การเข้าถึงระบบโดยมิชอบจึงมีโทษเบากว่าการทำลายข้อมูลที่ก่อความเสียหายต่อระบบงานสำคัญมาก
บัญชีม้าและการซื้อขาย มีโครงสร้างโทษที่ชัดเจน ผู้เปิดบัญชีม้าจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับ 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้จัดหาหรือโฆษณาบัญชีม้าได้รับโทษหนักขึ้นคือจำคุก 2–5 ปี ปรับ 200,000–500,000 บาท
การละเมิดกฎลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ ตาม พ.ร.ก. ฉบับ 2 พ.ศ. 2568 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หากเป็นการซื้อขายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โทษเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท
จุดสำคัญคือผู้แทนนิติบุคคลหรือเจ้าหน้าที่บริษัทที่กระทำความผิดจะได้รับโทษสูงกว่าบุคคลธรรมดา 5 เท่า นโยบายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมษายน 2568
การทำความเข้าใจข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทยจะช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรป้องกันความเสี่ยงได้ดีขึ้น
เขตอำนาจศาลไทยในคดีอาชญากรรมไซเบอร์ครอบคลุมถึงไหน
กฎหมายไทยมีบทบาทข้ามพรมแดนในบางกรณี แม้ความผิดจะเกิดขึ้นนอกประเทศไทย
หากผู้กระทำความผิดเป็นคนสัญชาติไทย และรัฐบาลประเทศที่เกิดเหตุหรือผู้เสียหายร้องขอให้ดำเนินคดี ผู้กระทำความผิดจะยังถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย หลักการนี้ช่วยให้ไทยสามารถจัดการกับอาชญากรไซเบอร์ที่หลบหนีไปต่างประเทศได้
กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการกระทำในโลกเสมือน เช่น Metaverse การฆ่าหรือทำร้ายร่างกายตัวละครในโลกดิจิทัลไม่ถือเป็นความผิดกฎหมายอาญาไทย เพราะวัตถุการกระทำต้องเป็น “บุคคลจริง” ตามประมวลกฎหมายอาญา
การกระทำต่อ “ข้อมูล” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ แทน ตัวอย่างเช่น การแฮกและขโมยสกุลเงินดิจิทัลหรือ NFT อาจถูกฟ้องในฐานะความผิดต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์
ข้อจำกัดที่สำคัญคือกฎหมายไทยไม่สามารถบังคับใช้กับบุคคลต่างชาติที่กระทำความผิดในต่างประเทศและไม่เคยเข้ามาในไทย เว้นแต่จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศนั้น
ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ผู้คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายไซเบอร์
ความเข้าใจผิดหลายประการทำให้ผู้คนไม่สามารถปกป้องตัวเองหรือใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่
ความเข้าใจผิดที่ 1: การกระทำออนไลน์ทุกอย่างเป็นความผิดอาญา ในความเป็นจริง การกระทำบางอย่างเป็นเพียงความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ใช่กฎหมายอาญาทั่วไป ตัวอย่างเช่น การหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลหรือทำลายข้อมูลที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อร่างกายหรือชีวิต
ความเข้าใจผิดที่ 2: บัญชีม้าไม่มีโทษหนัก หลายคนคิดว่าการให้ยืมบัญชีเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ตาม พ.ร.ก. พ.ศ. 2566 การเปิดบัญชีม้ามีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับ 300,000 บาท การจัดหาบัญชีม้าให้ผู้อื่นมีโทษหนักกว่าคือจำคุก 2–5 ปี
ความเข้าใจผิดที่ 3: การลงทะเบียนซิมการ์ดไม่สำคัญ ตาม พ.ร.ก. ฉบับ 2 พ.ศ. 2568 การลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ไม่ถูกต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หากนำไปซื้อขายหรือใช้ในทางผิดกฎหมาย โทษเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี
ความเข้าใจผิดที่ 4: ตำรวจไม่สามารถตามจับผู้กระทำความผิดต่างชาติได้ ไม่จริง ผู้กระทำความผิดที่อยู่ในประเทศไทยถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทยได้ไม่ว่าจะมีสัญชาติใด และหากหลบหนีไปต่างประเทศ เจ้าหน้าที่อาจขอความร่วมมือผ่านอินเตอร์โพลหรือขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญาและกฎหมายของประเทศที่ผู้กระทำอยู่
การเข้าใจค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศไทย ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้วางแผนป้องกันได้ดีขึ้น
หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ในไทยคือใคร
ระบบการจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ในไทยมีหลายหน่วยงานที่ทำงานร่วมกัน
ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปท.) สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักที่รับแจ้งความและสืบสวนคดีอาชญากรรมไซเบอร์ ศปท. มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์และประสานงานกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำกับดูแลผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต มีอำนาจสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายและบังคับให้ผู้ให้บริการเก็บ log file
สำนักงานคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จัดตั้งตาม พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กำหนดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับชาติ และสนับสนุนการพัฒนากฎหมายและมาตรการใหม่
ผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ที่ ศปท. โดยตรง หรือที่สถานีตำรวจท้องที่ใกล้บ้าน สำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น ถูกแอปดูดเงิน ควรโทรแจ้งธนาคารผ่าน Call Center ทันทีเพื่อระงับบัญชี
มาตรการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ที่บุคคลและองค์กรควรทำ
การป้องกันมีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขหลังเกิดเหตุ
สำหรับบุคคลทั่วไป:
- ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละบริการ เปิดใช้งาน two-factor authentication ทุกครั้งที่เป็นไปได้
- ตรวจสอบ URL เว็บไซต์ก่อนกรอกข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลบัตรเครดิต ระวังอีเมลหรือข้อความที่ปลอมแปลงมาจากธนาคาร
- ไม่ติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบการขออนุญาตเข้าถึงของแอปอย่างละเอียด
- ไม่ให้ยืมบัญชีธนาคารหรือบัตรประชาชนแก่ผู้อื่น แม้จะเป็นคนรู้จัก เพราะอาจถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า
- ลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยข้อมูลตัวเองที่ถูกต้อง ไม่ซื้อซิมการ์ดที่ลงทะเบียนในนามผู้อื่น
สำหรับองค์กรและธุรกิจ: กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบตามความจำเป็น ใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน สำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ฝึกอบรมพนักงานให้รู้เท่าทันฟิชชิงและการหลอกลวงทางโทรศัพท์ และกำหนดขั้นตอนตรวจสอบก่อนโอนเงินตามคำสั่งทางอีเมลหรือข้อความ
คำถามที่พบบ่อย
กฎหมายที่ควบคุมอาชญากรรมไซเบอร์ในไทยมีอะไรบ้าง
กฎหมายหลัก ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ ความผิดบางประเภท เช่น การฉ้อโกง ยังใช้ประมวลกฎหมายอาญาประกอบด้วย
ประเภทอาชญากรรมไซเบอร์ที่พบบ่อยในไทยมีอะไรบ้าง
ที่พบบ่อย ได้แก่ การหลอกลวงออนไลน์และการชักชวนลงทุนปลอม การใช้บัญชีม้าเพื่อรับและโอนเงิน แอปพลิเคชันดูดเงิน การเข้าถึงระบบหรือข้อมูลโดยมิชอบ และการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์
บทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดอาชญากรรมไซเบอร์เป็นอย่างไร
โทษตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์กำหนดแยกตามมาตรา เช่น การเข้าถึงระบบโดยมิชอบ (มาตรา 5) จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท การรบกวนหรือทำลายข้อมูลหรือระบบ (มาตรา 9–10) และการนำเข้าข้อมูลเท็จหรือปลอม (มาตรา 14) จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนการกระทำต่อระบบที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือโครงสร้างพื้นฐาน (มาตรา 12) มีโทษสูงสุดจำคุก 20 ปีและปรับ 400,000 บาท ความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้ามีโทษตาม พ.ร.ก. พ.ศ. 2566 แยกต่างหาก
เขตอำนาจศาลไทยในคดีอาชญากรรมไซเบอร์ครอบคลุมถึงไหน
กฎหมายไทยใช้บังคับกับความผิดที่เกิดในราชอาณาจักร และในบางกรณีกับความผิดที่เกิดนอกราชอาณาจักรตามเงื่อนไขที่ประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์กำหนด หากผู้กระทำอยู่ต่างประเทศ อาจมีการขอความร่วมมือผ่านอินเตอร์โพลหรือขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ผู้คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายไซเบอร์
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย เช่น คิดว่าการให้ยืมบัญชีธนาคารเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งที่ พ.ร.ก. พ.ศ. 2566 กำหนดโทษจำคุกสำหรับผู้เปิดหรือให้ใช้บัญชีม้า หรือคิดว่าผู้กระทำความผิดที่อยู่ต่างประเทศไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้ ทั้งที่อาจมีการขอความร่วมมือระหว่างประเทศหรือขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน